หน้าแรก > ข่าวสารคณะ > ชีวิตธรรมทูต: เป็นประจักษ์พยานถึงพระผู้ไถ่ในสังคมปัจจุบัน
ชีวิตธรรมทูต:
เป็นประจักษ์พยานถึงพระผู้ไถ่ในสังคมปัจจุบัน
“พันธกิจมิใช่เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้า — เราเป็นเพียงพยานถึงพระผู้ไถ่”
ในปีนี้ คณะพระมหาไถ่ทั่วโลกได้เชื้อเชิญสมาชิกให้หันกลับมาพิจารณาและไตร่ตรองถึง “ชีวิตธรรมทูต” เพื่อฟื้นฟูจิตตารมณ์แห่งการเป็นประจักษ์พยานถึงพระผู้ไถ่ ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความเจ็บปวด และการแสวงหาความหมายของชีวิต
การประชุมของคณะพระมหาไถ่ แขวงประเทศไทย ระหว่างวันที่ 14–18 กรกฎาคม ค.ศ. 2025 ณ บ้านนักบุญยอห์น นอยมันน์ มีนบุรี เป็นช่วงเวลาพิเศษของการกลับมาพบปะ แลกเปลี่ยน เสริมพลังชีวิตและพันธกิจร่วมกันในหมู่สมาชิกของคณะ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง ความอบอุ่น และการเปิดใจรับฟังประสบการณ์จากหลากหลายมุมมอง ทั้งจากนักบวชและฆราวาส อาทิ คุณพ่อวรัญญู สีข้อน, O.M.I., คุณพ่อชัชชัย รวมอร่าม, TMS, แมร์มีเรียม กิจเจริญ และสมาชิกกิตติมศักดิ์ของคณะ (Oblates) ซึ่งต่างถ่ายทอดเรื่องราวของตนด้วยความจริงใจ และปลุกใจให้ผู้ฟังกล้าก้าวไปเป็นพยานถึงพระผู้ไถ่ในชีวิตประจำวัน
คุณพ่อวรัญญู ได้ตั้งคำถามที่กระตุกใจว่า “ธรรมทูตคือใคร?” หลายคนอาจยังคงมีภาพจำว่าเป็นพระสงฆ์จากแดนไกล หรือชาวต่างชาติผู้มาประกาศข่าวดี แต่แท้จริงแล้ว พระสันตะปาปาฟรังซิสทรงย้ำว่า “เราทุกคนคือศิษย์ธรรมทูต” ทุกคนที่รับศีลล้างบาปต่างก็ได้รับเรียกให้เป็นธรรมทูต สนามแห่งพันธกิจก็ไม่ใช่ที่ห่างไกลเสมอไป แต่คือ “ที่ที่เรายืนอยู่” ในบ้านของเรา ในที่ทำงาน หรือในหมู่คณะของเราเอง คุณพ่อยังแบ่งปันถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตนักบวช เมื่อจำเป็นต้องอยู่นอกหมู่คณะ แต่แม้ในห้วงเวลานั้น เสียงของพระเจ้าก็ไม่เคยเงียบหาย พระองค์ยังทรงอยู่ ยังทรงเรียก และยังทรงรักไม่เปลี่ยนแปลง
ด้านคุณพ่อชาติชาย ร่วมรัมย์, TMS ได้แบ่งปันประสบการณ์การเป็นธรรมทูตในประเทศกัมพูชา ท่ามกลางบริบทที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม คุณพ่อบอกเล่าด้วยความอ่อนน้อมว่า เมื่อเริ่มงานธรรมทูต ท่านไม่สามารถเป็นผู้รู้หรือผู้สอนได้ทันที แต่ต้องเริ่มจากการเป็นนักเรียน เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ด้วยหัวใจที่เปิดรับ ฟัง และปรับตัว งานธรรมทูตจึงไม่ใช่การควบคุมหรือเปลี่ยนแปลง แต่คือการเคารพ เรียนรู้ และให้พระคริสตเจ้าทรงงานผ่านความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น
หนึ่งในช่วงเวลาที่กินใจของการประชุม คือการแบ่งปันของแมร์มีเรียม กิจเจริญ ผู้ซึ่งอุทิศชีวิตในการรับใช้พระศาสนจักรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน ท่านเป็นแบบอย่างของผู้ที่ตอบรับเสียงเรียกของพระเจ้าอย่างมั่นคง ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร และในอีกมุมมองในบทบาทของฆราวาสก็เช่นกัน ที่ทำงานเพื่อสังคมในบริบทบ้านเรา เราได้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้หนทางอาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป แต่หากมีหัวใจที่มุ่งมั่นเพื่องานของพระเจ้า ทุกสิ่งย่อมผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เรื่องราวของท่านเป็นแรงบันดาลใจให้เห็นว่า ชีวิตธรรมทูตนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในวัดหรือในหมู่คณะนักบวชเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่กล้าตอบรับเสียงเรียกในบทบาทของตน
ในช่วงสุดท้ายของการประชุม มีการเล่าถึงฆราวาสอีกหลายท่านที่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับคณะพระมหาไถ่ บางคนได้รู้จักพระคริสตเจ้าผ่านชีวิตของสมาชิกคณะ และตัดสินใจรับศีลล้างบาป บางคนเลือกอุทิศตนเป็นสมาชิกขั้นที่สามของคณะ ชีวิตและคำตอบของพวกเขาเป็นประจักษ์พยานถึงความรักของพระเจ้า ที่ทรงทำงานผ่านทุกคน ไม่จำกัดอาชีพ เพศ วัย หรือสถานภาพใด ๆ
การประชุมในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมภายในคณะ แต่คือการจุดไฟแห่งพันธกิจในหัวใจของผู้ร่วมทุกคน ให้กลับมาตระหนักว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยบาดแผลและความเปราะบาง แต่พันธกิจของพระเจ้ายังคงดำเนินต่อไป และเราทุกคนก็ได้รับเชื้อเชิญให้เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจนี้
“พันธกิจนี้มิใช่เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้า — เราเพียงเป็นประจักษ์พยานถึงพระผู้ไถ่
ในโลกที่เปราะบาง และมีบาดแผล”