cssr

โดย คุณพ่อริชาร์ด ธิลี่, C.Ss.R.

            สังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 ได้เสนอให้คณะนักบวชฟื้นฟูจิตตารมณ์และหวนคืนสู่รากเหง้าของคณะของตน โดยกลับไปหาผู้ก่อตั้งคณะ และศึกษาสาเหตุที่ท่านผู้นั้นก่อตั้งคณะ และจิตตารมณ์ที่ท่านได้เริ่มไว้แต่แรก และพวกเขาต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของคณะนับแต่ยุคสมัยของผู้ก่อตั้ง เพื่อพิจารณาว่าจิตตารมณ์ของคณะได้พัฒนามาอย่างไร โดยหลักการแล้ว พวกเขาควรจะให้ความสนใจต่อธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ที่ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบแห่งงานธรรมทูตและงานเขียนเชิงชีวิตภายใน สิ่งสำคัญในการศึกษา   ประวัติศาสตร์คณะก็คือ บรรดานักบุญและบุคคลศักดิ์สิทธิ์ของคณะ

            สำหรับคณะพระมหาไถ่ การปฏิบัติตามคำแนะนำนี้นับว่าเป็นเรื่องง่าย คณะพระมหาไถ่เพิ่งก่อตั้งขึ้น 250 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับคณะอื่น ๆ แล้ว นับว่าไม่นานเลย นักบุญอัลฟอนโซ ผู้สถาปนาคณะเป็นผู้อยู่ในยุคใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีตำนานหรือนิทานเล่าถึงท่าน ชีวิตของท่านได้รับการเรียบเรียงเป็นเอกสารอย่างดี ชีวประวัติของท่านถูกเขียนขึ้นในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยคุณพ่ออันโตนิโอ ทันนอยยา ผู้ดำเนินรอยตามท่านในด้านการเขียน    คุณพ่อทันนอยยาได้เขียนเรื่องของนักบุญอัลฟอนโซวันต่อวัน

            ยิ่งไปกว่านั้น นักบุญอัลฟอนโซเองก็ได้เขียนหนังสือจำนวนมากกว่า 100 เล่ม ในหนังสือเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เร่าร้อนและศรัทธาของท่าน กล่าวกันว่าปากกาในมือของท่านนั้นมิได้จุ่มหมึกเขียน แต่เป็นพระจิตที่ทรงกระตุ้น จากหนังสือจำนวนมากที่ท่านเขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิต จดหมาย เทววิทยา งานปกป้องข้อความเชื่อ ได้เผยให้เห็นถึงจิตตารมณ์แท้ที่ท่านนักบุญมอบไว้เป็นมรดกแก่เรา

            เรายังมีข้อสังเกตอีกด้วยว่าท่านนักบุญมีอายุเกือบ 91 ปี ตลอดชีวิตอันยาวนานของท่าน ท่านสามารถให้การแนะนำบรรดาบุตรของท่านในคณะให้ดำเนินชีวิตตามวิถีทางที่ท่านต้องการ ท่านสามารถริเริ่มและเผยแสดงธรรมเนียมศักดิ์สิทธิ์ในท่ามกลางพวกเขา และสืบสานจิตตารมณ์ด้วยตัวอย่างอันเร่าร้อนของท่านเอง

            ประวัติศาสตร์ของชาวคณะพระมหาไถ่ก็ได้รับการบันทึกอย่างดี รายงานการประชุมแต่ละครั้ง กำเนิดและการเติบโตของแต่ละแขวง ชีวิตของบุคคลสำคัญของแขวงนั้น ๆ ก็ได้รับการบันทึกไว้สำหรับผู้มาภายหลัง จำนวนผู้ประพันธ์งานด้านชีวิตจิตใจเพื่ออธิบายหรือปกป้องหรือเผยแพร่จิตตารมณ์ของคณะก็ไม่เคยสูญหายไปในแต่ละหน้าบันทึก ดังนั้นเหตุการณ์ บุคคล พร้อมทั้งเอกสารเหล่านี้จึงทำให้คณะพระมหาไถ่สามารถแล่นนาวาไปในทิศทางที่เหมาะควร และถ้าหากว่าจะหลงทาง ก็สามารถหวนคืนสู่เส้นทางเดิมได้ด้วยความมั่นคง ขอขอบพระคุณพระเป็นเจ้าสำหรับประการทั้งปวงที่ทรงโปรดประทานให้

            นักบุญอัลฟอนโซตั้งคณะอันเป็นที่รักของท่านขึ้นในเขตจำกัดของอาณาจักรเนเปิล ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ทางภาคใต้ของประเทศอิตาลี ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาค่อนข้างเลวร้ายสำหรับพระศาสนจักร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการจะตั้งคณะนักบวชหรือเผยแพร่ให้เติบโต เนเปิลจำกัดให้คณะของนักบุญอัลฟอนโซทำงานได้โดยเฉพาะในเนเปิลเท่านั้น อย่างไรก็ตามพระเป็นเจ้าทรงมีแผนการอื่น พระองค์ทรงนำนักบุญเคลเมนต์ มารี ฮอฟเบาเออร์ จากจักรวรรดิออสเตรียลงมาถึงอิตาลี สมัครเข้าคณะพระมหาไถ่ และนำคณะนี้ไปเผยแพร่ในยุโรปตอนเหนือ ในยุโรป เหนือขุนเขาแอลป์ พระศาสนจักรคาทอลิกกำลังเผชิญกับสภาพของธรรมเนียมที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับในอิตาลี งานที่คณะปฏิบัติในอิตาลีแตกต่างมากเมื่อเทียบกับความต้องการของผู้คนในโปแลนด์และออสเตรีย และนับเป็นอัจฉริยภาพของนักบุญเคลเมนต์ที่คณะได้รับ ผู้สามารถจะทำเช่นนี้ได้ย่อมมีแต่นักบุญเท่านั้น คณะพระมหาไถ่จึงแผ่ขยายไปทั่วโลกจากสาขาคณะที่นักบุญเคลเมนต์เป็นผู้ก่อตั้ง

            ด้วยองค์ประกอบดังที่กล่าวมา ปัจจุบันชาวคณะพระมหาไถ่จึงค่อนข้างโชคดี ที่รับคำแนะนำจากสังคายนาวาติกันที่ 2 มาใช้ ชาวคณะพระมหาไถ่จึงไม่ลำบากในการไตร่ตรองถึง ที่มา พระพร หรือจิตตารมณ์ของพวกเขา แต่พวกเขาก็มีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่สับสนกับการหาวิธีที่จะทำงานธรรมทูตกับวัฒนธรรมของโลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานธรรมทูตอันมีเป้าหมายที่การช่วยผู้คน ซึ่ง อยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ต้องมีการฟื้นฟูและปรับปรุงใหม่ตลอดเวลา และนักบุญเคลเมนต์ได้วางแนวทางการให้ความช่วยเหลือนี้ไว้อย่างรัดกุม

            สิ่งที่พึงสังเกตอีกประการ สำหรับการเจาะเข้าสู่จิตตารมณ์ของชาวคณะพระมหาไถ่ก็คือ จิตตารมณ์ของนักบุญอัลฟอนโซนี้มีพลังยิ่งในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ตลอดทุกยุคและทุกหนแห่งจากสมัยของนักบุญมาจนถึงสมัยของเรา คณะไม่เคยขาดผู้ศักดิ์สิทธิ์เลย มีรายชื่อบุคคลศักดิ์สิทธิ์กว่า 100 ชื่อที่กำลังรับพิจารณาที่โรม และมีมากกว่า 30 คนที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของการแต่งตั้งเป็นนักบุญ พวกเขามีทั้งที่อยู่ในยุคสมัยของนักบุญอัลฟอนโซและมีเรื่อยมาตลอดประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคของเรา และเราหวังก็ว่า จะมีต่อไปในอนาคตด้วย นักบุญและสมาชิกที่ศักดิ์สิทธิ์ของคณะมาจากวิถีชีวิตทุกรูปแบบของคณะพระมหาไถ่ นักเทศน์ พ่อเจ้าวัด ผู้ให้การอบรม นักศึกษา นวกชน ภราดา พระสงฆ์ พระสังฆราช มิสชันนารีต่างชาติ อาจารย์ พวกเขามาจากทุกภาคของโลก อิตาลี ฝรั่งเศส โปแลนด์ เยอรมัน ฮอลแลนด์ สเปน อเมริกาทั้งเหนือและใต้ เอเชีย และงานมิสชั่นของคณะในอัฟริกาที่กำลังดำเนินในปัจจุบัน คงจะก่อให้เกิดนักบุญชาวอัฟริกันขึ้นสักวันหนึ่ง

            การจะค้นหาขุมทรัพย์ทั้งหมดที่คณะได้รับนั้น ขอให้เรามองดูที่นักบุญอัลฟอนโซเอง เรามั่นใจว่าจิตตารมณ์ของท่านก็คือจิตตารมณ์ของชาวคณะพระมหาไถ่

            แรงกระตุ้นสูงสุดของนักบุญอัลฟอนโซในทุกสิ่งที่ท่านทำก็คือ  ความรักต่อพระเยซูเจ้า

            ความรักนี้มีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่ท่านปฏิบัติ ท่านรักพระเยซูอย่างหมดจิตหมดใจ รักชีวิตทุกด้านของพระองค์ โดยเฉพาะสาเหตุที่ทำให้พระองค์เสด็จมาที่เรียกว่า พระเยซู องค์พระมหาไถ่ พระเมสซียาห์ พระบุคคลที่ช่วยมนุษย์ให้รอดและยกเราให้ร่วมชีวิตกับพระบิดาในสวรรค์

            ท่านแบ่งธรรมลำ้ลึกของพระเยซู องค์พระมหาไถ่ออกเป็น 3 ภาค เพื่อรำพึงในแต่ละวัน ได้แก่

                        - การอวตาร (พระเป็นเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์)

                        - พระมหาทรมานและความตาย (พระเป็นเจ้าตาย เพื่อมนุษย์จะได้มีชีวิต)

                        - ศีลมหาสนิท (พระเป็นเจ้าผู้กลับคืนชีพและมีชัยชนะเลี้ยงมนุษย์ด้วยพระกายของพระองค์เอง และประทับอยู่ท่ามกลางพวกเขา กระทั่งถึงวันสุดท้าย เพื่อเร่งเร้าและให้พละกำลัง และมอบชีวิตใหม่ของพระเป็นเจ้าให้)

            ท่านเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับธรรมลำ้ลึกสามประการนี้ หนังสือเหล่านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดที่ศักดิ์สิทธิ์ ความรักและไฟแห่งความกระตือรือร้นที่สามารถจะทำให้ผู้ที่อ่านด้วยความเอาใจใส่ สามารถไตร่ตรองจนอาจเป็นนักบุญได้

            ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจแต่ประการใดที่คณะที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยนักบุญอัลฟอนโซ จะถูกเรียกว่า

            คณะแห่งพระมหาไถ่ผู้ศักดิ์สิทธิ์

            คณะนี้จะต้องมอบถวายให้แด่พระเยซูเจ้า คณะนี้เปี่ยมไปด้วยจิตตารมณ์พิเศษแก่พระเยซู นั่นคือจิตตารมณ์แห่งการเป็น ผู้ไถ่ สมาชิกของคณะนี้จะสืบทอดงานไถ่ของพระเยซูเจ้า ไม่มีการเรียกใดที่จะจำเป็นและสำคัญเทียบเท่ากับการเรียกสู่ภารกิจนี้อีกแล้ว จิตตารมณ์ของคณะของนักบุญอัลฟอนโซคือ จิตตารมณ์ของพระเยซูเจ้าในภารกิจการไถ่อันยิ่งใหญ่ของพระองค์

            จิตตารมณ์ของนักบุญอัลฟอนโซเด่นชัดอยู่ที่ความรักใหญ่หลวงต่อมวลมนุษย์ ในด้านนี้ท่านมีความกระตือรือร้นแบบที่เรามองเห็นได้ในองค์พระเยซูเจ้า ผู้ออกแสวงหาแกะที่สูญหายแห่งอิสราเอล กล่าวคือ พระเยซูมาเรียกคนบาป คนยากจน คนถูกขับไล่ไสส่ง นักบุญอัลฟอนโซซึ่งเคยประสบความสำเร็จอย่างมากในการเทศน์แพร่ธรรม่ของท่านในเขตเมืองเนเปิล โดยมีผู้คนมาฟังเต็มวัดที่ท่านเทศน์ ก็ย่อมละทิ้งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เดินทางออกจากเมืองบนหลังลา เพื่อเริ่มงานแพร่ธรรมใหม่ท่ามกลางคนเลี้ยงแกะ และชาวนาชาวไร่ที่ยากจน ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของท่านลดน้อยลงแน่นอน แต่ความกระตือรือร้นภายในตัวท่านบ่งบอกให้ช่วยเหลือผู้มีความต้องการมากที่สุดเสียก่อน

            เมื่อนักบุญอัลฟอนโซเทศน์แก่ชาวชนบท ท่านไม่ได้เทศน์แบบผู้ทรงภูมิ ท่านเลือกใช้การเทศน์แบบธรรมดา ๆ เข้าใจง่าย ท่านพยายามสอนให้เด็กและชาวไร่ชาวนาสามัญเข้าใจ ท่านประกาศว่าเมื่อเราเทศน์ให้คนต่ำต้อยเข้าใจได้ เราก็จะเห็นว่าคนมีความรู้และผู้อยู่ในระดับชั้นสูงก็จะฟังและเข้าใจสิ่งที่เราเทศน์ด้วย ในเวลาเดียวกัน ท่านก็เทศน์ด้วยความสุภาพและใช้ภาษาอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้ผู้มีความรู้ตะขิดตะขวงใจ

            ท่านรักผู้คนที่อาศัยอยู่ในชนบทอย่างแท้จริง ท่านต้องการฟื้นฟูความเชื่อของพวกเขา ข่าวสารที่ท่านเทศน์ก็คือเรื่องความรอด ความรอดในสายตาของนักบุญอัลฟอนโซก็คือ เรื่องความรักของพระเป็นเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ ด้วยวิธีการเรียบง่าย สามารถปฏิบัติได้จริงและเร่งด่วน ท่านเทศน์สอนว่า ความรักที่พระเป็นเจ้ามีต่อเรานั้นมากมายเพียงใด พระองค์รักเรากระทั่งกลายเป็นเหมือนคนโง่เขลา พระองค์รักเราแม้เราจะมีบาป เพราะรักเรา พระเป็นเจ้าจึงต้องร่วมชะตากรรมกับเรา พระองค์เลือกที่จะลดตัวเองมาเป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา หลังจากเป็นมนุษย์ พระองค์ยังลดตัวลงอีก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ลดตัวลงโดยยอมตายเพื่อพวกเรา ใช่ ทรงตายบนกางเขนอันน่าอัปยศ พระองค์ประกาศว่าไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่กว่าการยอมตายเพื่อคนอื่น ดังนั้นพระองค์จึงทรงยอมตายเพื่อไถ่เรา หลังจากสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงกลับคืนชีพและเสด็จคืนสู่บัลลังก์พระเป็นเจ้า ในฐานะ มนุษย์และพระดังนั้น ด้วยอานุภาพความรักของพระองค์ พระองค์จึงสามารถนำเราขึ้นไปหาพระองค์ และให้เราร่วมส่วนในชีวิตแห่งความรักของพระเป็นเจ้ากับพระองค์ในสวรรค์

            นี่คือสิ่งที่นักบุญอัลฟอนโซเทศน์สอน นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ยังไม่ประทับลึกเพียงพอในจิตใจของมวลมนุษย์ ดังนั้น นักบุญอัลฟอนโซจึงต้องการเทศน์เรื่องนี้ทั้งวันและคืน ตราบเท่าชีวิตของท่านจะสิ้น

...พระเป็นเจ้าคือความรัก

...ความรักทำให้พระองค์กลายเป็นมนุษย์

...ความรักทำให้พระองค์ยกมนุษย์ขึ้นสู่สภาพเหมือนพระเป็นเจ้า

            ยิ่งไปกว่านั้น นักบุญอัลฟอนโซยังเขียนหนังสือและบทภาวนาให้ผู้คนได้ใช้ ท่านเขียนบทขับร้องให้พวกเขาร้องในวัด เวลาที่พวกเขานิ่งเงียบในวัด ท่านสอนพวกเขาให้ร้องเพลง ก่อนนักบุญอัลฟอนโซถึงแก่กรรม ทั่วหุบเขาลำเนาไพรในถิ่นชนบทก็ก้องกังวานไปด้วยบทเพลงที่ท่านแต่ง และยังคงก้องกังวานอยู่จนทุกวันนี้ ท่านเขียนหนังสือ เฝ้าศีลมหาสนิทและแม่พระเพื่อให้คนทั่วไปใช้สวดทุกวัน ท่านเขียนหนังสือชุดมหึมา ในด้าน     เทวศาสตร์ศีลธรรม เพื่อช่วยให้พวกพระสงฆ์ในสมัยของท่านต่อสู้ความหลงผิดของลัทธิเจนสัน และเพื่อช่วยให้ผู้มาแก้บาปจะได้รับคำแนะนำและการอภัยอย่างถูกต้องสมควร ในสมัยของท่านพระสงฆ์โดยทั่วไปทำให้การมาสารภาพบาปเป็นภาระหนักหน่วงแก่คริสตชน และให้ความหวังพวกเขาว่าจะรอดน้อยมาก เทวศาสตร์ศีลธรรมของนักบุญอัลฟอนโซเปลี่ยนแนวทางดังกล่าว และได้นำความหวังและความรอดสู่ผู้คนทางศีลอภัยบาปอีกครั้ง

            คณะพระมหาไถ่ก็สืบทอดจิตตารมณ์นี้ของนักบุญอัลฟอนโซ ท่านตั้งคณะของท่านเพื่อคนทั่วไป ชาวคณะพระมหาไถ่จะต้องคลุกคลีอยู่กับคนทั่วไป พวกเขาต้องเทศน์อย่างเรียบง่าย สามารถปฏิบัติได้จริง ๆ เพื่อนำความรอดแก่ผู้ฟัง พวกเขาต้องเทศน์ถึงความรักของพระต่อมนุษย์ นักบุญอัลฟอนโซต้องการให้บ้านของคณะพระมหาไถ่อยู่ท่ามกลางคนชนบท ท่านต้องการให้บ้านของคณะเปิดประตูต้อนรับผู้คนที่จะมาเยี่ยมและเข้าเงียบเสมอ ท่านต้องการให้วัดของชาวคณะพระมหาไถ่สามารถให้การอภิบาลอย่างสะดวกแก่สัตบุรุษและช่วยเหลือในการยกจิตวิญญาณของพวกเขา ท่านต้องการให้พระสงฆ์ของท่านพร้อมเสมอที่จะฟังแก้บาปทุกเวลาที่เหมาะที่สุดตามที่ผู้มาขอแก้บาปต้องการ ท่านไม่ต้องการให้บ้านของคณะเป็นอารามนักพรต ซึ่งพวกพระสงฆ์จะขับร้อง สวดทำวัตร และดำเนินชีวิตอยู่แต่ลำพัง ท่านต้องการให้บ้านของคณะเป็น บ้านธรรมทูต ซึ่งพระสงฆ์และภราดาจากบ้านนี้จะไปเทศน์ประกาศในบริเวณรอบ ๆ และเป็นบ้านที่ผู้คนจะมารับอาหารบำรุงวิญญาณ

            ใน ปี 1987 ระหว่างการฉลอง 200 ปีแห่งการมรณกรรมของนักบุญอัลฟอนโซ พวกเด็กชาวอิตาเลียนที่อาศัยในเมืองปากานี ใช้สีเขียนบนกำแพงว่า นักบุญอัลฟอนโซผู้ทำงานเพื่อคนทุกประเภทแม้ว่าการขีดเขียนบนที่สาธารณะแบบนี้จะเป็นสิ่งไม่เหมาะสม แต่เชื่อว่านักบุญอัลฟอนโซในสวรรค์คงจะอดยิ้มไม่ได้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้คนคิดอย่างไรกับท่าน มันแสดงว่า ชาวคณะพระมหาไถ่จะต้องพยายามที่จะเป็นผู้ทำงานเพื่อทุกคนในแต่ละยุคสมัย

            อีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตภายในของนักบุญอัลฟอนโซก็คือ ความรักที่ท่านมีต่อพระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ ท่านอยู่เพื่อพระศาสนจักร ท่านมีความจงรักภักดีอย่างพิเศษต่อพระสันตะปาปา ท่านสามารถตายเพื่อพระสันตะปาปาได้ ท่านเห็นพ้องกับพระศาสนจักรยุคแรกว่า นักบุญเปโตรอยู่ที่ใด ที่นั่นก็คือพระศาสนจักร ท่านยืนยันว่าชาวคณะพระมหาไถ่ของท่านจะต้องเป็นบุตรที่แท้จริงและซื่อสัตย์ของพระสันตะปาปา

            นักบุญอัลฟอนโซมีจิตตารมณ์ของพระศาสนจักรคาทอลิกซึ้งในจิตใจของท่าน กระทั่งว่าท่านคิดพร้อมกับพระศาสนจักรและกระทำการใด ๆ ร่วมกับพระศาสนจักร ดังนั้น ท่านจึงทำงานอภิบาลและแพร่ธรรมอย่างมุ่งมั่น ท่านต้องการเห็นพระศาสนจักรของพระคริสต์แผ่ขยายไปทั่วโลก ท่านต้องการให้ทุกชาติ ทุกภาษาและทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ได้รับความรอด โดยอาศัยศาสนบริกรของพระศาสนจักร ท่านต้องการจะส่งชาวคณะพระมหาไถ่ไปทำงานแพร่ธรรมต่างแดนและอยากให้พวกเขาปฏิญาณตนว่า จะเดินทางไปแพร่ธรรมต่างแดน หากเป็นพระประสงค์ของพระสันตะปาปา

            ด้วยความรักต่อพระศาสนจักร สมาชิกคณะพระมหาไถ่จึงต้องเป็นมิสชันนารีภายในความคิดจิตใจด้วย เราจะเห็นว่า จิตตารมณ์นี้ได้ดำเนินเรื่อยมาในคณะ เมื่อเรานับได้ว่าคณะได้กระจายไปทั่ว 63 ประเทศ และในอนาคตอันใกล้จะมีเพิ่มอีก 4 ประเทศ (จีน เกาหลี ฮ่องกง และเคนยา) คณะพระมหาไถ่ไม่มีสมาชิกมากมายนัก จำนวนสมาชิกของคณะจัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของคณะนักบวช โดยอยู่ต่อจากคณะเยซูอิต ฟรานซิสกัน ซาเลเซียน กาปูชิน เบเนดิกตินและโดมินิกัน สมาชิกทั่วโลกของคณะพระมหาไถ่มี 6,300 คน กระนั้นพวกเขาต่างก็พยายามดำเนินงานแห่งการไถ่อยู่ตามมุมต่าง ๆ โดยทั่วไป

            นักบุญอัลฟอนโซถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1787 จากนั้นเป็นต้นมา คณะที่ท่านได้ก่อตั้งขึ้นก็พยายามรักษาพระพรพิเศษของท่านอย่างเอาใจใส่ จนกระทั่งกลายเป็นพระพรประจำคณะจากตัวอย่างของนักบุญเคลเมนต์ คณะรู้ดีว่าความกระตือรือร้นและไฟแห่งความรักอันไม่เคยเปลี่ยนแปลงที่ลุกอยู่ในจิตใจของนักบุญอัลฟอนโซ จะต้องลุกโชนอยู่ในดวงใจของชาวคณะพระมหาไถ่แต่ละคน จิตตารมณ์นี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย แท้จริงแล้วงานแต่ละอย่างที่ชาวคณะพระมหาไถ่ทำนั้น อยู่ที่วิธีการต่างหากที่ทำให้งานนั้นเป็นงานธรรมทูต นักบวชอื่น ๆ หลายคณะเทศน์มิสชั่น หลายคณะเทศน์เข้าเงียบฟื้นฟูจิตใจ และทำนพวาร หลายคณะมุ่งอยู่ที่การกลับใจของคนบาปและการก้าวหน้าในความศักดิ์สิทธิ์ ชาวคณะพระมหาไถ่ก็ไม่ได้ทำอะไรพิเศษไปกว่างานเหล่านั้น แต่วิธีการที่ชาวคณะปฏิบัติต่างหากที่ทำให้งานที่ทำมีลักษณะแบบของมหาไถ่ คือต้องการกระทำด้วยความกระตือรือร้นของธรรมทูต ความรักแห่งพระคริสต์ ความต้องการรีบด่วนของปัจจุบัน ซึ่งก็คือจิตตารมณ์ของนักบุญอัลฟอนโซและบุตรของท่าน

            จิตตารมณ์ของคณะมีศูนย์กลางอยู่ที่พระเยซู องค์พระมหาไถ่ พระเยซูเจ้าคือทุกสิ่งทุกอย่าง ชื่อของคณะคือ ผู้ไถ่ศักดิ์สิทธิ์ ก็บ่งบอกถึงสิ่งที่ชาวคณะพยายามจะกระทำและดำเนินชีวิต พระสันตะปาปายอห์น ปอล     ที่ 2 ทรงพอพระทัยชื่อนี้และทรงย้ำกับสมาชิกมหาไถ่ทั่วโลกว่า พวกเขาไม่มีจุดหมายอื่นใดนอกจากจะติดตามพระเยซูเจ้าไปในทุก ๆ หนทางที่ชื่อ     ผู้ไถ่ศักดิ์สิทธิ์นี้แฝงความหมายไว้

            และเหนือสิ่งอื่นใด เราต้องพูดเกี่ยวกับพระนางมารี พระมารดาของพระเยซูและพระศาสนจักร ไม่มีนักบุญองค์ใดในปฏิทินของพระศาสนจักร (แม้กระทั่งนักบุญเบอร์นาร์ด) ที่มีความรักใหญ่หลวงต่อพระมารดาของพระเยซูเจ้ามากไปกว่านักบุญอัลฟอนโซ สำหรับนักบุญอัลฟอนโซ แม่พระเป็นมารดาของท่านเหมือนกับที่เป็นมารดาของพระเยซู อย่างไรก็ตามนักบุญ    อัลฟอนโซยังมอบความหวังของท่านทั้งมวลไว้ในพระนาง ท่านรู้สึกว่าพระเป็นเจ้าต้องการให้แม่พระเป็นมารดาของสรรพชีวิต และชีวิตนิรันดรของพระองค์ก็มอบให้ โดยผ่านทางพระนาง ดังนั้นท่านจึงภาวนาเสมอว่า

            พระเยซู องค์ความรักของข้าพเจ้า พระมารดามารี     ความหวังของข้าพเจ้า

            ท่านได้ให้พระนางมารีเป็นมรดกสำคัญยิ่งแก่บุตรของท่าน ท่านต้องการให้ชาวคณะพระมหาไถ่เป็นคณะของพระนางมารี มอบถวายตัวแก่พระนางโดยสิ้นเชิง แม้จะมีชื่อว่ามหาไถ่ก็ตาม สมาชิกคณะจะต้องถวายคำปฏิญาณยึดมั่นในข้อความเชื่อ การปฏิสนธินิรมลของพระนาง และโดยอิทธิพลของคำสอนนี้ ภายหลังก็ได้ประกาศออกเป็นสัจธรรม โดยพระสันตะปาปา ปีโอที่ 9 ชาวคณะพระมหาไถ่มีธรรมเนีมในการเทศน์ธรรมทูตว่าต้องเทศน์ถึงพระนางมารีทุกครั้ง และต้องเทศน์ถึงพระนางทุกสัปดาห์ในวัดที่ตนดูแล ดูเหมือนว่าพระนางมารีก็ทรงยอมรับความรักของคณะที่มีต่อพระนาง โดยได้มอบภาพพระมารดานิจจานุเคราะห์ให้กับชาวคณะพระมหาไถ่ พระนางได้ทรงขอร้องโดยผ่านทางพระสันตะปาปา ปีโอที่ 9 ให้ชาวคณะพระมหาไถ่เผยแพร่ภาพนี้ให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก และนี่เป็นงานที่ชาวคณะได้พยายามกระทำอย่างซื่อสัตย์เสมอมา

            ข้าพเจ้าหวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้ผู้อ่านพอเข้าใจจิตตารมณ์ของคณะพระมหาไถ่บ้าง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วยังมีอีกมากมายนัก แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราจะต้อง “ประสบ” และดำเนินชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การบอกเล่า นวกจารย์ชราของคณะผู้หนึ่ง ซึ่งซาบซึ้งในพระพรที่คณะได้รับและรู้ว่ามีสมาชิกไม่มากเลยที่จะเข้าใจในพระพรนี้ ได้เขียนไว้ว่า เราเป็นลาที่บรรทุกทองคำ