minorsem

เมื่อเอ่ยถึงศรีราชาในปัจจุบัน คิดว่าคงจะเป็นที่รู้จักกันดี เพราะศรีราชานั้นเป็นอำเภอที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นัก ประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นอำเภอที่ติดชายทะเล มีโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ตลอดจนโรงพยาบาล ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า โรงงาน และสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ อีกมากมาย จึงทำให้ศรีราชาเจริญรุดหน้ากว่าบางจังหวัดเสียอีก เพราะมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบและยังมีฐานทางเศรษฐกิจที่เอื้ออำนวยเป็นอย่างมาก และที่สำคัญที่สุดคือ บรรยากาศดี ทางคณะจึงได้เลือกเอาศรีราชาเป็นที่ตั้งของบ้านเณรเล็กของคณะ ซึ่งมีชื่อเต็ม ๆ ว่า

บ้านเณรพระมารดานิจจานุเคราะห์ ศรีราชา

 

            แต่ชื่อที่ใช้เรียกกันจนติดปากคือ บ้านเณรมหาไถ่เมื่อพูดถึงชื่อนี้เราอนุชนรุ่นหลังต่างก็นึกขอบคุณบรรดารุ่นพี่ ๆ ที่ได้พยายามบุกเบิกและฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ช่วยกันทั้งแรงกายแรงใจ ในการปรับปรุงบ้านเณรของเรา กว่าจะมาเป็นบ้านเณรที่สวยงามดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

            แรกเริ่มทีเดียว เมื่อคณะพระมหาไถ่ได้เข้ามาแพร่ธรรมในประเทศไทยนั้น ทางคณะก็ยังไม่คิดว่าจะเปิดบ้านเณรแต่อย่างใด เพราะต้องการทำงานแพร่ธรรมตามเจตนารมณ์ของคณะ ที่ให้เดินทางมาเป็นอันดับแรก แต่แผนการณ์ของพระสำหรับคณะหาเป็นเช่นที่คิดไม่ เพราะเมื่อบรรดาธรรมฑูตกลุ่มเล็ก ๆ นี้ได้เริ่มออกไปทำงานตามที่ต่าง ๆ ก็ได้มีพวกเด็ก ๆ มาสมัครอยากจะเป็นเณรในคณะ ทำให้บรรดาผู้ใหญ่ต้องมานั่งคิดทบทวนถึงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน ในที่สุดก็ได้ตกลงกันว่าจะรับบรรดาผู้สมัครเหล่านั้นให้เป็นเณรของคณะ แต่เนื่องจากเรายังไม่มีบ้านเณรของเราเอง ทางคณะจึงได้ฝากผู้สมัครเป็นเณรรุ่นแรกของคณะไว้กับบ้านเณรพื้นเมือง โดยให้เณรที่อยู่ในเขตภาคกลางมาเรียนที่โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา ส่วนเณรที่อยู่ทางภาคอีสานก็ได้ฝากไว้ที่บ้านเณรฟาติมาท่าแร่ และเรียนที่โรงเรียนเซนต์โยแซฟ ท่าแร่

            ในปี ค.ศ. 1953 ทางกรุงโรมได้มอบหมายให้คณะพระมหาไถ่        ดูแลสังฆมณฑลอุดรธานี ซึ่งได้แยกตัวออกมาจากอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง มีอาณาเขตติดต่อกัน 4 จังหวัด คือ อุดรธานี หนองคาย เลย ขอนแก่น (ปัจจุบันนี้ได้รวมจังหวัดหนองบัวลำภูอีกหนึ่งจังหวัด) โดยมีพระสังฆราช ดูฮาร์ต เป็นประมุของค์แรกของมิสซัง

            ในช่วงนี้เองทางคณะพระมหาไถ่ก็ได้จัดให้มีการเลือกตั้งเจ้าคณะขึ้นใหม่ ผู้ที่ได้รับเลือกคือ คุณพ่อชาลส์ โกแตนท์ ในช่วงนี้นับว่างานแพร่ธรรมของคณะเจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตามจิตตารมณ์ของคณะที่ว่า

            เราต้องทำงานกับคนยากจนและผู้ที่ถูกทอดทิ้งมากที่สุด

            สิ่งที่ทางคณะเล็งเห็นในขณะนั้นก็คือ เมืองไทยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวมากมาย จึงเห็นว่าบรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทยนั้น ไม่มีใครที่จะดูแลเอาใจใส่ในเรื่องวิญญาณของเขา

            คุณพ่อกอดเบาท์ และคุณพ่อโกแตนท์ จึงได้ลงมาทำงานกับชาวต่างประเทศที่พูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ เมื่อเห็นว่างานของคณะโดยเฉพาะงานอภิบาลสัตบุรุษไม่ควรที่จะจำกัดอยู่เฉพาะชาวต่างประเทศเท่านั้น เราควรเปิดกว้างออกไปยังคนไทยที่อยู่ในละแวกนั้นด้วย ทางคณะจึงได้เขียนจดหมายขออนุญาตจากผู้ใหญ่ทางเมืองนอกที่จะซื้อที่ดิน    ในที่สุดได้มีการตกลงซื้อที่ดินในซอยร่วมฤดี และจัดให้มีการสร้างวัดขึ้นตามสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งวัดแห่งนี้นับเป็นวัดคาทอลิกหลังแรกที่ได้สร้างตามแบบไทย ๆ ซึ่งก็คือ วัดพระมหาไถ่ นั่นเอง

            ต่อมา นอกจากจะมีเด็กที่มาสมัครเข้าเป็นเณรแล้ว ยังมีผู้ที่เป็นผู้ใหญ่แล้วและเรียนจบการศึกษาชั้นสูง ได้สนใจมาสมัครเข้าคณะด้วย ซึ่งคนแรกก็คือ พระสังฆราชยอด พิมพิสาร ผู้ใหญ่ในคณะได้ส่งให้ไปเรียนต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ก็มีการผันผวนทางระบบการศึกษาที่นั่น ทำให้ชาวต่างชาติเข้าไปศึกษาต่อได้ค่อนข้างลำบาก ทางคณะจึงได้เปลี่ยนสถานที่เรียน โดยให้ไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย พร้อมทั้งให้เข้านวกสถานที่นั่นด้วย

            หมอกควันของความยุ่งยากยังมีให้เห็นอยู่เสมอ คือทางออสเตรเลียไม่สามารถที่จะรับเณรจากเมืองไทยให้ไปศึกษาต่อดังที่เคยปฏิบัติ คณะจึงได้ตกลงใจที่จะส่งเณรที่เรียนจบชั้นมัธยมจากเมืองไทยให้ไปศึกษาปรัชญาและเทวศาสตร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

            สายธารแห่งพระกระแสเรียกไหลหลั่งมายังคณะน้อย ๆ นี้อย่างไม่ขาดสาย เรามีเณรเพิ่มขึ้นทุกปี การที่เราจะฝากไว้กับบ้านเณรพื้นเมืองก็ดูจะเกินกำลัง ประกอบกับความเกรงใจที่มีอยู่ในส่วนลึกของความรู้สึกนึกคิดของทางผู้ใหญ่ของคณะเสมอมา ทางคณะจึงได้ตัดสินใจรวมเณรทั้งสองแห่งคือ ที่ท่าแร่และศรีราชาเข้าด้วยกัน โดยจะตั้งบ้านเณรของคณะขึ้นมา ในช่วงแรกนั้นเราได้หาที่พักชั่วคราว โดยไปเช่าบ้านพักติดชายทะเลจากข้าราชการกรมการศึกษาผู้หนึ่งในตัวอำเภอศรีราชา และนี่คือบ้านเณรแห่งแรกของคณะ ซึ่งมีเณรรุ่นแรกจำนวน 17 คน

            เมื่อมีบ้านเณรก็ย่อมที่จะต้องมีอธิการเณร เพื่อเป็นผู้ปกครองคอยดูแลอบรมเอาใจใส่บรรดาเณรทั้งหลาย อธิการคนแรกก็คือ คุณพ่อ           โรเบริ์ต มาร์ติน กฏระเบียบวินัยของเณรในสมัยนั้นก็ย่อมที่จะเป็นไปตามครรลองของยุคสมัย คือเมื่อกลับจากโรงเรียนก็ต้องเข้าวัด เฝ้าศีล สวดสายประคำ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปออกกำลังกายหรือทำงาน เนื่องจากบ้านเช่าหลังแรกนี้ไม่มีที่พอที่จะให้เณรได้มีสนามสำหรับออกกำลังกาย คุณพ่ออธิการจึงได้ติดต่อขอเช่าที่ดินซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้านพัก เพื่อใช้เป็นที่ออกกำลังกายสำหรับบรรดาเณร ที่นี่เองพวกเณรได้มีโอกาสเข้าเงียบร่วมกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบ้านเณร โดยใช้เวลาเข้าเงียบ 2 วัน มีการกำหนดตารางเวลาออกมาอย่างมีระเบียบ คือตื่นนอนเวลา 05.15 น. เข้าวัดรำพึง มิสซา โมทนาคุณ ซ้อมเพลง ทำงาน สวด ฯลฯ การเข้าเงียบครั้งนี้ถือว่าเป็นการเข้าเงียบจริง ๆ เพราะอธิการเคร่งครัดมากในเรื่องการถือความเงียบ กว่าจะผ่าน 2 วันนี้ไปได้ก็แทบตาย เพราะคำว่าเงียบแทบจะไม่เคยอยู่ในหน่วยความจำในสมองเลย แต่เราก็ภูมิใจว่าได้ใช้เวลาอย่างดี

            พระพรของพระต่อคณะยังมีมาอย่างไม่ขาดสาย แม้ว่าเราจะได้พยายามต่อเติมบ้านเช่าหลังนี้ให้เหมาะสมและเพียงพอกับจำนวนของเณรแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากไม่ใช่บ้านของเราเอง การจะทำอะไรก็ค่อนข้างที่จะลำบาก ผู้ใหญ่ของคณะจึงได้ตัดสินใจให้คุณพ่ออธิการบ้านเณรได้พยายามหาดูที่ดินที่เหมาะสม ที่เราจะสามารถสร้างบ้านเณรของเราเองได้ นับว่าเป็นน้ำพระทัยของพระสำหรับคณะ เราได้ที่ดินระหว่างกิโลเมตรที่ 114  - 115 ซึ่งติดกับเชิงเขาฉลาก และอยู่ห่างจากชายทะเลเพียง 500 เมตรเท่านั้น

            เมื่อได้ทำการซื้อที่ดินแล้ว บ้านเณรแห่งใหม่จึงได้เริ่มลงมือก่อสร้างขึ้น โดยนายช่างผู้รับเหมาคือ นายโทมา ในวงเงินประมาณ 4 หมื่นกว่าบาท โดยสร้างบ้านเณร บ้านพัก พระสงฆ์ โรงครัว ซึ่งสำเร็จในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของปี 1963 นั่นเอง บ้านเณรแห่งใหม่นี้ได้มีการเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงเปิดปีการศึกษาใหม่นั่นเอง และนอกจากเราจะมีบ้านเณรแห่งใหม่แล้ว ทางคณะก็ได้ส่งให้คุณพ่อยอด พิมพิสาร ซึ่งเพิ่งจะบวชได้เพียง 2 ปี ไปประจำอยู่ที่บ้านเณรในฐานะผู้ช่วยอธิการเณรด้วย

            เป็นธรรมดาอย่างยิ่งที่บรรดาเณรในรุ่นบุกเบิก จะต้องตรากตรำทำงานหนักมากกว่ารุ่นอื่น ๆ นี่คือวัฏจักรที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ จากสภาพป่าเชิงเขา บรรดาเณรได้พยายามพัฒนาให้มาเป็นสนามกีฬา ทั้งสนามบาสเก็ตบอล วอลเลย์บอล และสนามฟุตบอล เพื่อใช้เป็นที่ออกกำลังกาย ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ทำให้       หลาย ๆ คนได้รู้ซึ้งถึงคำพูดที่ว่า หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดินได้เป็นอย่างดี

            ในระหว่างปี 1966-1969 คุณพ่อยอด พิมพิสาร ได้รับตำแหน่งเป็นอธิการบ้านเณรต่อจากคุณพ่อมาร์ติน ในช่วงนี้เราสามารถพูดได้เลยว่า มันเป็นยุคทองของบ้านเณรทางด้านการแสดงละคร เพราะละครแต่ละเรื่องที่มีการนำมาแสดง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ได้รับการเลือกสรรแล้วว่า อมตะเช่น มนต์รักเพลงสวรรค์ หรือบุษบาริมทาง  ฯลฯ ผู้แสดงก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ก้นกุฏิของบ้านเณรทั้งสิ้น นอกจากนั้น ชื่อ กุหลาบมหาไถ่ก็สร้างชื่อให้กับบ้านเณรไปทั่วตลาดศรีราชา เพราะคุณพ่ออธิการได้ให้เณรปลูกกุหลาบ ซึ่งมีดอกใหญ่และมีกลิ่นหอมมาก ทำให้พ่อค้าแม่ค้าแวะเวียนมาหาซื้ออยู่เสมอ ๆ

            ในปี 1969-1973 คุณพ่อชาย ขัณทะโฮม ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งอธิการคนที่ 3 ในสมัยนั้นคุณพ่อได้เปิดให้มีการเลือกตั้งหัวหน้าและคณะกรรมการที่จะมาดูแลเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้านเณรขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ผู้ที่จะทำหน้าที่ในการเป็นหัวหน้าหรือกรรมการ ต่างก็จะได้รับการแต่งตั้งมาจากอธิการทั้งสิ้น

            จากนั้น ในปี 1974-1978 ทางผู้ใหญ่ของคณะ ได้แต่งตั้งให้คุณพ่อประสิทธิ์ ตรงสหพงศ์ เข้ามารับหน้าที่อธิการบ้านเณร ซึ่งก็นับว่าเป็นปีที่คุณพ่อต้องมาทำงานหนักมากขึ้น เพราะเป็นปีที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำทั่วโลก ประกอบกับบ้านเณรของเราก็ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาค่อนข้างนาน จึงปรากฏร่องรอยที่บ่งบอกว่าจะต้องทำการซ่อมแซมแล้วนะ คุณพ่อจึงได้จัดการซ่อมแซมเท่าที่จะสามารถซ่อมได้ สิ่งที่ทำให้สามารถลบรอยไม่น่าดูไปได้เยอะ คือการทาสีตึก ซึ่งก็ทำให้เณรได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเณรบ้างเวลาเปิดเทอม และในปีนี้เอง ทางผู้ใหญ่ของคณะได้มีมติตกลงกันว่า        เราจะไม่ส่งเณรให้ไปเรียนต่อที่อเมริกาอีก คุณพ่อจึงต้องเป็นผู้รับภาระอันหนักหน่วงนี้มาอธิบายให้กับพวกเณรได้รับทราบและเข้าใจ และยังต้องเพิ่มภาระอีกก็คือ ต้องทำหน้าที่สอนเณรที่เรียนจบชั้น ม.6 แล้ว โดยจัดการสอนภาษาอังกฤษ ภาษาลาติน และพระคัมภีร์เพิ่มเติม เพื่อที่จะเตรียมพวกเณรให้พร้อมก่อนที่จะส่งพวกเขาให้ไปเข้านวกสถานที่หนองคาย

            ในราวปี 1976 มีสัตบุรุษคริสตังค์จากบ้านห้วยทราย จังหวัดหนองคาย ผู้ซึ่งเคยเป็นสัตบุรุษในเขตปกครองของพวกเราคณะพระมหาไถ่ ในสังฆ-มณฑลอุดรธานี ได้อพยพมาทำมาหากินที่สระไม้แดง อ.สนามชัยเขต      จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อเห็นว่าพวกเขามากันเป็นจำนวนมาก ไม่มีใครที่จะดูแลอภิบาลในเรื่องศีลศักดิ์สิทธิ์ คุณพ่อจึงได้ออกไปเยี่ยมเยียนและทำมิสซาให้เดือนละครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งที่ไปก็จะไปกันเป็นขบวนใหญ่คือ มีเณรโปสตูลันท์ของเรา ซิสเตอร์จากโรงเรียนแมรี่อิมมาคูเลต และพวกนักเรียนอาสาสมัคร ติดตามไปด้วย โดยมีการสอนคำสอนและออกเยี่ยมชาวบ้านด้วย แรกสุดคุณพ่อได้ไปถวายมิสซาที่บ้านของสัตบุรุษก่อน เพราะยังไม่มีวัดที่นั่น      ประมาณ 1 ปีต่อมา ได้มีผู้ใจบุญถวายเงินเพื่อใช้สำหรับสร้างวัด คุณพ่อก็ได้จัดการสร้างวัดขึ้นตามความประสงค์ของผู้ถวาย โดยให้ชื่อตามนักบุญของผู้ถวายคือนักบุญอันนา เป็นวัดไม้ยกพื้นสูงประมาณ 1 เมตร ขนาดประมาณ 4 X 4 เมตร หลังคาสังกะสี แต่สัตบุรุษที่นั่นก็ภูมิใจที่เขามีวัดน้อยเกิดขึ้นในหมู่บ้านของเขา

            ในปี 1979-1980 คุณพ่อบรรจง ไชยรา ได้มาดำรงตำแหน่งอธิการคนต่อมา แม้ท่านจะอยู่ในช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ได้พยายามทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และความสามารถต่าง ๆ แก่บ้านเณรของเราอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เป็นที่น่าเสียดายว่าท่านได้อยู่ในช่วงที่สั้นมาก เพราะทางผู้ใหญ่ของคณะได้แต่งตั้งให้ท่านไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระมหาไถ่ กรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นบ้านศูนย์กลางของคณะในประเทศไทย

            ปี 1981-1988 คุณพ่อชูชาติ ศรีวิชัยรัตน์ ได้เข้ามารับตำแหน่งอธิการเณร ในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบทางการศึกษาของประเทศ คือจัดให้มีการเรียนในระบบมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 แทนการเรียน ม.ศ.1 - ม.ศ.5 จึงทำให้ต้องมีชั้นเรียนเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชั้น คุณพ่อจึงเห็นว่าบ้านเณรหลังเดิมของเรานั้นสามารถรับเณรได้มากที่สุดก็เพียง 50 คนเท่านั้น ไม่สามารถที่จะรับเณรซึ่งมีความประสงค์จะเข้าเป็นเณรเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ประกอบกับสภาพอันร่วงโรยของบ้านเณรหลังเก่า สังเกตเห็นได้จากหลังคาบ้านเณรเริ่มที่จะแอ่นลู่ลมลงมาเป็นหลังเต่าอย่างเห็นได้ชัด  คุณพ่อจึงได้นำเรื่องขึ้นเสนอต่อผู้ใหญ่ของคณะ ในที่สุดก็ได้รับการอนุมัติให้สร้างบ้านเณรหลังใหม่ขึ้นได้ โดยให้อยู่ภายใต้การดำเนินการก่อสร้างของบราเดอร์คอร์นี่     ซึ่งเป็นบราเดอร์องค์เดียวของคณะพระมหาไถ่ในสมัยนั้น โดยได้ทำการลงมือก่อสร้างเป็นตึกสูง 3 ชั้น ซึ่งจะสามารถรับเณรได้มากกว่า 70 คน รวมทั้งได้จัดการสร้างโรงครัวพร้อมห้องซักล้างใหม่ด้วย จากนั้นก็ได้ดำเนินการก่อสร้างวัดประจำบ้านเณร ซึ่งใช้ศิลปะแบบไทยประยุกต์ และสุดท้ายที่ก่อสร้างในยุคนี้ก็คือบ้านพักสำหรับพระสงฆ์หลังใหม่ ในสมัยนี้เองที่ทางบ้านเณรเล็กของเราได้จัดให้มีการอบรมสัมผัสชีวิตเณรสำหรับเด็กผู้ซึ่งสนใจอยากรู้ว่าชีวิตของผู้ที่เป็นเณรนั้นเป็นอย่างไร ก็สามารถที่จะเข้ามาสัมผัสชีวิตดูแล้วจึงตัดสินใจว่าอยากที่จะเข้ามาเป็นเณรหรือไม่ คุณพ่อได้นำเอาหลักการนี้มาใช้ตามที่ได้พบเห็นเวลาที่ยังศึกษาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และผลจากการกระทำเช่นนี้ ได้ช่วยให้มีกระแสเรียกเข้ามาเป็นเณรในคณะของเราเพิ่มมากขึ้นเป็น   ประวัติการณ์อย่างเห็นได้ชัด นอกนั้นในระหว่างที่คุณพ่อยังดำรงตำแหน่งอธิการเณร ก็ได้ริเริ่มฟื้นฟูโครงการสนับสนุนให้มีบราเดอร์ในคณะพระมหาไถ่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้เคยมีและสูญหายไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงนับว่าเป็นการช่วยสานต่อให้ประวัติศาสตร์คณะของเราในเมืองไทยสมบูรณ์แบบขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และคุณพ่อยังช่วยฝึกบรรดาเณรของคณะให้รู้จักการทำงานในทุก ๆ อย่าง และคำที่ฮิตกันมากที่คุณพ่ออบรมเณรของท่านตลอดเวลาก็คือ    

            ไม่มีอะไร ที่เณรทำไม่ได้

            ในปี 1988-1990 คุณพ่ออภิชาติ เนติประวัติ เข้ามารับตำแหน่งแทนอธิการคนเดิมที่ครบวาระและต้องไปศึกษาต่อ ในช่วงนี้นับว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ คุณพ่อได้จัดให้มีคอมพิวเตอร์สำหรับพวกเณรจะได้ใช้ในการเรียน เพื่อก้าวให้ทันโลก และยังได้สนับสนุนการดนตรีของบ้านเณรให้มีการพัฒนาขึ้น ทั้งอุปกรณ์ดนตรีและเครื่องเสียง เพื่อเสริมทักษะของเณรให้ดีขึ้น นอกจากนี้ก็ยังได้มีโครงการดื่มนม เพื่อสุขภาพสำหรับพวกเณรด้วย

            ในปี 1990-1991 คุณพ่ออภิสิทธิ์ กฤษราลัมณ์ ได้ย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งอธิการคนต่อมา ในช่วงนี้สิ่งที่ทางบ้านเณรของเราได้รับการปรับปรุงมากที่สุดก็คงจะเป็น “ห้องสมุด” ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง คุณพ่อในฐานะที่เป็นทั้งนักเขียนและนักอ่าน จึงได้พยายามที่จะปลูกฝังจิตสำนึกแห่งความรักการอ่านลงในจิตใจของพวกเณร ได้มีการจัดระบบห้องสมุดใหม่ โดยให้มีการจัดหมวดหมู่หนังสือ จัดแบ่งแยกหนังสือต่าง ๆ ออกตามหลักสากลที่มีการจัดตามห้องสมุดทั่ว ๆ ไป และได้จัดแบ่งให้เณรชั้น ม.ต้นและม.ปลาย ให้มีห้องแต่งตัวตลอดจนห้องนอนที่แยกกันอย่างเป็นสัดเป็นส่วนอีกด้วย

            ในปี 1991-1996 คุณพ่อพิชาญ ใจเสรี ได้เข้ามารับตำแหน่งแทนคุณพ่ออภิสิทธิ์ ซึ่งจะต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงนี้คุณพ่อได้พยายามรื้อฟื้นและปลุกจิตสำนึกของพวกเณรให้มองเห็นว่า

            ตนมาอยู่บ้านเณรแห่งนี้เพื่ออะไร

            ทีละเล็กละน้อย ก็สามารถทำให้หลาย ๆ คนได้เล็งเห็นและสามารถตัดสินอนาคตของตัวเองได้แจ่มชัดมากขึ้น นอกเหนือจากการอบรมอย่างเข้มข้นทุก ๆ วันศุกร์หลังสวดค่ำ คุณพ่อได้พยายามติดตามผลการเรียนของเณรอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้การเรียนของเณรดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกนั้นก็ยังได้จัดทำเตียงนอนพร้อมที่นอนใหม่ทั้งชุดสำหรับเณร และได้จัดทำตู้เสื้อผ้าใหม่ให้ด้วย ตลอดระยะเวลาอันยาวนานบนเส้นทางของบ้านเณรแห่งนี้ สิ่งที่พอจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนและปรากฏแก่สายตาทุกคู่ที่มาเยี่ยมเยีน  บ้านเณรของเราในระยะนี้ก็คือ เรามีถนนภายในบ้านเณรใหม่และถังน้ำซึ่งสูงถึง 25 เมตร และบริเวณบ้านอันสวยงามร่มรื่น

            ปัจจุบันนี้ คุณพ่ออินที ใสสว่าง ได้เข้ามารับตำแหน่งอธิการแทนคุณพ่อพิชาญ ที่จะต้องไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ คุณพ่อถือว่างานต่าง ๆ ภายในบ้านเณรยังต้องดำเนินต่อไป และทำให้กระแสเรียกของคณะและของพระศาสนจักรเจริญงอกงามดุจดังต้นไม้ที่สวยงามที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

            ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์บ้านเณรแห่งนี้เท่านั้น ยังมีประวัติศาสตร์อีกมากมายที่ยังแฝงอยู่ในตัวของคุณพ่อ บราเดอร์ เณร ตลอดจนบรรดาศิษย์เก่าของบ้านเณรแห่งนี้ ที่กระจายกันอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เขาเหล่านั้นคือหน้าประวัติศาสตร์แต่ละหน้าที่จะมาสานต่อให้เรื่องราวของบ้านเณรแห่งนี้สมบูรณ์มากขึ้น ขอให้ท่านทุกคนจงภูมิใจเถิดว่า พวกท่านแต่ละคนยังอยู่ในความทรงจำของพวกเราเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกน้องเณรในปัจจุบันทุกคน ยังระลึกถึงทุกท่านในคำภาวนา   เสมอ ๆ ทุกวัน