north00

 

         ในปี พ.ศ.2533 คณะพระมหาไถ่แห่งประเทศไทยมีความคิดจะขยายงานธรรมทูตของคณะออกไปยังประเทศเกาหลีใต้ และสังฆมณฑลเชียงใหม่ จึงส่งคุณพ่อเล้ง โคธิเสน , คุณพ่อสมพงษ์ เตียวตระกูล , คุณพ่อไวยากรณ์ สุขสวัสดิ์ ไปสำรวจดูงานและที่ทางในสังฆมณฑลเชียงใหม่ มีการพูดถึงการรับงานดูแลชาวเขาเผ่าม้ง ต่อจากคุณพ่อแฮรี่ ธีล

           กาลเวลาค่อยผ่านไป จนปี พ.ศ.2535 ทางคณะได้ส่ง คุณพ่อไวยากรณ์ สุขสวัสดิ์ ไปอยู่ใน สังฆมณฑลเชียงใหม่ และฝึกงานอยู่กับคุณพ่อแฮรี่ ธีล ในช่วงนี้ คุณพ่อชูชาติ ศรีวิชัยรัตน์ ในฐานะที่ปรึกษาเจ้าคณะ ได้ขึ้นไปหาซื้อที่ดินเขตจังหวัดน่าน เหตุเพราะ พระสังฆราชสังวาลย์ ศุระศรางค์ ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ มีความประสงค์จะให้คณะดูแลคาทอลิก และงานธรรมทูตในเขตจังหวัดน่าน คุณพ่อชูชาติ จึงได้ซื้อที่ดินประมาณ 210 ไร่ อยู่ที่หมู่บ้านวังตาว ตำบล ถืบตอง อำเภอ เมือง จังหวัดน่าน ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่เป็นเนินเขาที่ใช้ปลูกข้าวไร่ ซึ่งเป็นพระพรของพระทีเดียว สำหรับที่ดินผืนนี้ เพราะห่างจากตัวเมืองน่านประมาณ 12 กิโลเมตร และมีโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาอยู่ด้านหน้าของที่ดินที่เราซื้อไว้ นอกจากนั้นคุณพ่อยังได้ซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่อีกประมาณ 1 ไร่ เพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นศูนย์กลางของคณะในสังฆมณฑลเชียงใหม่ อยู่ที่หมู่บ้าน วังตาล อำเภอ หางดง จังหวัด เชียงใหม่

 จังหวัดน่าน

           หลังจากซื้อที่ดินแล้ว คุณพ่อชูชาติ ศรีวิชัยรัตน์ ได้เริ่มบุกเบิกที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นการขุดบ่อน้ำ ปรับพื้นที่ ทำถนน ปลูกต้นไม้ และเริ่มทำการ ก่อสร้างบ้านขึ้นจำนวน 1 หลัง

          ในปี พ.ศ.2539 ทางคณะได้ส่งคุณพ่อภาคภูมิ สกุลวิวัฒน์ พร้อมกับบราเดอร์ประจบ เฮืองแก้ว ขึ้นไปประจำอยู่ที่จังหวัดน่าน โดยช่วงแรกได้เช่าบ้านอยู่ในตัวเมือง พร้อมกับดูแลกลุ่มคริสตชนที่วัดแม่พระไถ่ทาส บ้านสบกอก ในช่วงนี้ทั้งคุณพ่อและบราเดอร์ได้ก่อสร้างวัดนักบุญยอแซฟ บ้านห้วย-เลียบ และวัดแม่พระบังเกิด บ้านผาสุก ซึ่งการก่อสร้างเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆมากมาย เพราะการเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากและอันตราย เพราะถนนที่จะเข้าไปยังหมู่บ้าน ส่วนใหญ่แล้วจะต้องลัดเลาะไปตามไหล่เขาและขรุขระตลอดระยะทาง นับเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญเพราะเป็นการบุกเบิกของธรรมทูตไทยแท้ๆ

การก่อตั้งศูนย์ที่จังหวัดน่าน

          เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2540 เป็นวันที่คุณพ่อวิรัช อมรพัฒนา และบราเดอร์ประจบ เดินทางมาถึงในจังหวัดน่านเพื่อรับงานและเป็นการเริ่มย้ายเข้ามาอยู่ในที่ดินของคณะซึ่งจัดซื้อไว้เป็นเวลากว่า 5 ปี ในขณะนั้นเป็นฤดูฝน งานอภิบาลบนพื้นที่ดอยไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะอุปสรรคจากการเดินทาง เราจึงเริ่มงานกันด้วยการจัดปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน เพราะในเวลานั้นพื้นที่โดยรอบยังเป็นป่าหญ้ารกอยู่ทั่วไป ทั้งช่วยกันปรับปรุงบ้าน และวางระเบียบการอยู่รวมกัน ตามธรรมเนียมของคณะพระมหาไถ่

          ในวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน เราอาจจะถือได้ว่าเป็นวันเกิดของกลุ่มคริสตชนในตัวจังหวัดน่าน เพราะเป็นการถวายบูชามิสซาครั้งแรกสำหรับพวกเขา ซึ่งเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นมี 4 ครอบครัว โดยทำมิสซาในโอกาสฉลองแม่พระบังเกิด ซึ่งเป็นการกำเนิดของกลุ่มคริสตชนด้วย จำนวนคริสตชนก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นทีละน้อย และเข้มแข็งเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

          ต่อมา ประมาณเดือนตุลาคมในปีนั้นเอง ได้มีการพูดคุย ในเรื่องของการก่อสร้างศูนย์ สำหรับ การอบรมและบ้านของคณะ โดยจะท้าวความถึงพระญาณสอดส่องของพระเป็นเจ้า ในคืนก่อนวันที่คุณพ่อวิรัช จะเดินทางขึ้นมารับงานในจังหวัดน่าน คุณพ่อได้ทำหน้าที่รับโทรศัพท์และได้พูดคุยกับ คุณเทเรซ เดอ เยซูซ์ หลังจากที่ได้แนะนำตัวแล้ว คุณเทเรซได้สอบถามหากต้องการความช่วยเหลือสำหรับงานในจังหวัด น่าน ซึ่งก็ได้พูดถึงความเป็นไปได้ ในหลายๆทาง และที่สุดได้มอบให้ คุณพ่อ ชูชาติ ศรีวิชัยรัตน์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระมหาไถ่ และเป็นอธิการของสมาชิกที่ขึ้นมาทำงานในจังหวัดน่านนั้น ได้เป็นผู้ประสานงาน

          โครงการสงเคราะห์เด็กยากจนและด้อยโอกาสทางการศึกษา ได้ริเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2540 โดยมีรายนามของคณะกรรมการดังต่อไปนี้

พลตำรวจโท โสภณ  วาราชนนท์            ประธานกรรมการ
คุณอภิชัย                จันทรเสน               รองประธานกรรมการ
คุณเทเรซ               เดอ เยซูซ์               เลขานุการ
คุณพรรณนา          บูรณอรรถชัย         เหรัญญิก
คุณกุสุมา               มินทะขิน                กรรมการ
ผศ. พัชรี                 ชินธรรมมิตร          กรรมการ
บาทหลวง ชูชาติ     ศรีวิชัยรัตน์             กรรมการ
บาทหลวง วิรัช        อมรพัฒนา             กรรมการ

          ทางกองทุนได้รณรงค์หาทุนครั้งแรกในวันฉลองคล้ายวันเกิดของ พลตำรวจโท โสภณ วาราช-นนท์ ได้ทุนก้อนแรกมา และเริ่มวาดแปลนศูนย์ที่จะก่อสร้าง อันเป็นที่มาของการสร้างอาคารนักบุญเทเรซา เพื่อเป็นสถานที่สำหรับกิจกรรมและการให้การอบรมแก่เยาวชนในเขตดูแลของคณะ

          การก่อสร้างได้ริเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2541 โดยมีการปรับพื้นที่เพื่อที่จะก่อสร้าง โดยเป็นอาคารสองชั้น ซึ่งประกอบด้วย ห้องพักพระสงฆ์และวัด ห้องเรียน ห้องนอนสำหรับเด็ก มีโรงอาหาร ในการสร้างอาคารนี้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน

          การก่อสร้างในครั้งแรก ได้รับความอนุเคราะห์ จากครอบครัวมะกรครรภ์ ในการดูแลการ ก่อสร้าง ในระยะเริ่มแรกก็พบปัญหาและอุปสรรคในการก่อสร้างเล็กน้อย เป็นเหตุให้การก่อสร้างหยุดไปช่วงขณะหนึ่ง แต่ด้วยน้ำพระทัยดีของพระเป็นเจ้า ที่สุดเราก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคนั้นไปได้ด้วยดี ซึ่งในช่วงขณะนั้น มีเด็กนักเรียนชายที่มาจากบ้านห่างทางหลวงและบ้านห้วยเลียบจำนวน 8 คน เพื่อที่มาเรียนที่บ้านวังตาวและพักอยู่ในศูนย์ โดยเด็กนักเรียนเหล่านี้ไม่มีอุปกรณ์การเรียน ขาดแคลนเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็น ทางศูนย์จึงต้องทำการจัดหาให้ และตึกก็กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ทางศูนย์ของเรายังไม่มีที่พัก จึงสร้างบ้านพักเป็นกระต๊อบ นอนได้ 8 คน ไม่มีประตู ไม่มีฝาด้านหน้า มีหมอนสองใบ มีมุ้งสองหลัง ซึ่งปลูกอยู่ข้างบ่อน้ำ เพื่อใช้เวลาอาบน้ำและซักผ้า ทานข้าวที่ห้องครัวเล็ก ยังไม่มีแม่บ้าน ซึ่งในช่วงนั้นบราเดอร์ประจบ อาสาเป็นพ่อครัวเอง มีปลากระป๋องและปลาร้า-บ่อง เป็นอาหารหลัก ใช้โรงจอดรถหน้าบ้านพ่อเป็นที่สำหรับเรียนหนังสือและทำการบ้าน และใช้สถานที่ที่บ้านพ่อเป็นที่สำหรับสวดและมีมิสซา พวกเราเองก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะขึ้นบ้านใหม่ และเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นการฝึกหัดอาชีพให้กับเด็ก ทางศูนย์ของเราจึงได้จัดให้มีโครงการปลูกผักสวนครัว เพาะเลี้ยงเห็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เพื่อใช้เป็นอาหาร ซึ่งได้ผลดีตามเป้าหมายที่ได้คาดไว้

งานแพร่ธรรมชาวเขาภาคเหนือ

          โครงการศูนย์สำหรับเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา (อาคารนักบุญเทเรซา) ก็เสร็จสมบูรณ์ และอาคารจะเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้ หากปราศจากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ดังมีรายนามผู้บริจาคดังต่อไปนี้

1. พลตำรวจโท โสภณ วาราชนนท์ และข้าราชการตำรวจ

2. ดร.อภิชัย จันทรเสน

3. คุณ เทเรซ เดอ เยซูซ์

4. คุณ พรรณนา บูรณอรรถชัย

5. คุณ กุสุมา มินทะขิน

6. ผศ. พัชรี ชินธรรมมิตร

7. MRS. ANNY WONG

8. คุณ มงคล อุดมเพชราภรณ์

9. คุณ นิตยา จันทรสมบูรณ์

10. คุณ สงวน + เกียว เอื้อสุดกิจ

11. ครอบครัว ศรีวิชัยรัตน์

12. ครอบครัว สถิรพงษะสุทธิ

13. ครอบครัว มะกรครรภ์

14. วัดพระมหาไถ่ และสัตบุรุษ

15. โรงเรียนพระมหาไถ่ศึกษา กรุงเทพฯ

16. Swiss Catholic Lenten Fund.

                     ฯลฯ

พระเป็นเจ้าทรงให้กำลังใจเราเสมอ

ในกิจการที่พระองค์ทรงพอพระทัย

แต่เราทุกคนตระหนักว่า..

งานของเรามิใช่เพียงการอภิบาล

แต่เราต้องดูแลเด็กๆที่ขาดการศึกษาด้วย

ถ้าหากไม่มีเรา พวกเขาจะไปหาใครเล่า

เราต้องสอนให้พวกเขารู้จักแนวทางที่ถูกต้อง

เพื่อการดำรงชีวิตในอนาคต

งานอภิบาลในเขตจังหวัดน่าน

          ในช่วงต้นปี คุณพ่อวิรัชและบราเดอร์ ได้เปิดมิสซาของกลุ่มคริสตชน ในเมืองน่าน ตรงกับวันที่ 8 ซึ่งเป็นฉลองแม่พระบังเกิด ซึ่งเรามีกลุ่มคริสตชนทั้งหมดที่มาร่วมมิสซา 4 ครอบครัว มีมิสซาให้กับสัตบุรุษโดยร่วมมิสซาในบ้านของสัตบุรุษ หมุนเวียนไปตามแต่ละบ้าน อาทิตย์ละครั้ง และเรามีเขตวัดที่ต้องรับผิดชอบอยู่ 2 วัดกับ 1 คริสตังค์สำรอง และมีมิสซา บางครั้งที่ศูนย์อภิบาลเด็ก อำเภอปัว ซึ่งศูนย์นั้นอยู่ในความรับผิดชอบของคุณพ่อแฮรี่ ธีล

          วัดที่เราดูแลมี 2 วัดคือ วัดแม่พระไถ่ทาส บ้าน-ห่างทางหลวง หรืออาจจะเรียกอีกชื่อหนึ่งที่ผู้คนนิยมเรียกกันว่า บ้านสบกอก อำเภอบ่อเกลือ ซึ่งห่างจากตัวจังหวัดน่าน ประมาณ 114 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการเดินทางไปถึงหมู่บ้านนี้ ประมาณ 2 ชั่วโมง ในระหว่างเส้นทางที่จะไปหมู่บ้านนั้น มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีภูเขาสูงซึ่งทำให้มีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี และยังมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ให้ดูอย่างเพลิดเพลินตลอดเส้นทางจนถึงหมู่บ้าน ในหมู่บ้านมีจำนวนสัตบุรุษ 65 ครอบครัว ซึ่งชาวบ้านเป็นไทยพื้นเมืองหรือไทยถิ่น ซึ่งอพยพมาจากชายแดนไทยลาว เริ่มแรกอยู่ในศูนย์อพยพสบตวง อำเภอแม่จริม ย้ายไปศูนย์อพยพบ้านน้ำยาว อำเภอปัว และ สุดท้ายได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านห่างทางหลวงจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่พอสมควร มีทั้งพุทธศาสนิกชนและคริสตชน ถึงแม้ว่าจะมีทั้งสองศาสนาในหมู่บ้านเดียวกัน ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการนับถือศาสนา ผู้คนในหมู่บ้านให้ความร่วมมือกันทั้งพุทธและคริสต์ ดังจะเห็นได้จากการทำกิจกรรมส่วนรวมช่วยกันพัฒนาวัดพุทธและคริสต์ ทั้งสองฝ่ายต่างร่วมแรงร่วมใจกันด้วยดี และอีกประการหนึ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่มีพระพุทธรูปและรูปพระหฤทัยของพระเยซูเจ้า ตั้งไว้ระหว่างเสาธงชาติของโรงเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนพุทธสวดมนต์ และเด็กนักเรียนคริสต์สวดภาวนา ในตอนเช้าหลังเคารพธงชาติ จะเห็นได้ว่า เป็นการให้เกียรติและตระหนักถึงความสำคัญของทั้งสองศาสนา อีกหมู่บ้านหนึ่งห่างจากบ้านห่างทางหลวงประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งเป็นกลุ่มคริสตังสำรอง 8 ครอบครัว มีความสนใจอยากจะเป็นคาทอลิก ซึ่งได้ติดต่อกับครูคำสอนที่บ้านห่างทางหลวง ให้ไปสอนคำสอน ชื่อครูวงศ์ ลำนัย เดินทางไปสอนคำสอนที่นั่น หลังจากนั้นคุณพ่อแฮรี่ ได้ไปเยี่ยมและสอนคำสอน ต่อมาทางคุณพ่อวิรัชและบราเดอร์ประจบ ได้รับมอบหมายและดูแลต่อจากคุณพ่อแฮรี่ ธีล

          ยังมีอีกหมู่บ้านหนึ่งคือ บ้านห้วยเลียบ ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณ 30 กิโลเมตร ในระหว่างเส้นทางที่จะไปหมู่บ้านนั้น แม้จะอยู่ใกล้ตัวเมืองกว่าบ้านห่างทางหลวง แต่หนทางลำบากกว่า เป็นถนนราดยางไปครึ่งทาง และต่อจากนั้นเป็นถนนดิน แต่จะว่าลูกรังก็ไม่ใช่ จะเป็นดิน (โคลน) ผสมทรายมากกว่า ทางแคบและเลียบหุบเขาลาดชันตลอดทาง ในฤดูฝน การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก วิธีการที่จะเดินทางเข้าไปนั้นมีวิธีเดียว คือจะต้องเดินเข้าไป ผู้คนในหมู่บ้านจะมีทั้งพุทธและคริสต์ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะเป็นพุทธเกือบทั้งหมด แต่ก็มีคาทอลิกจำนวนหนึ่งเท่านั้น ในระยะแรกที่ไม่มีวัด เราทำมิสซาและสอนคำสอนในบ้านของลุงเพ็ง ขาเหล็ก ตัวลุงเพ็งเองก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือโดยเฉพาะในกลุ่มคริสตังเอง อาจจะถือได้ว่าเป็นหัวเรือใหญ่ในการรวบรวมกลุ่มคริสตังในหมู่บ้านห้วยเลียบเอง

          ในช่วงเวลาที่เราเดินทางไปหมูบ้านแต่ละครั้ง เราใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ ในช่วงนี้เองเราจะมีกลุ่มที่ทำงานด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วยคุณพ่อ บราเดอร์ ครูคำสอน คุณหมอ และเด็กๆจากศูนย์ของเราเอง ซึ่งเราจะทำงานแพร่ธรรม และให้ความรู้เกี่ยวกับสุขอนามัย แก่ชาวบ้านควบคู่กันไป ชาว-บ้านให้การต้อนรับอย่างดี ถือเป็นโอกาสสร้างความผูกพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับเรา และอีกประการหนึ่ง เราเองก็ได้มองเห็นคุณค่าของชีวิต ท่ามกลางวิถีชีวิตและความเป็นอยู่แบบชาวบ้าน เมื่อเรากลับลงมาจากดอยแต่ละครั้ง เราก็จะประเมินผลในการทำงานครั้งนั้น เพื่อที่จะเตรียมแนวทางในการทำงานครั้งต่อไป

เขตอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

          หลังจากคณะพระมหาไถ่ ตอบรับคำเชื้อเชิญของ พระสังฆราชยอแซฟ สังวาลย์ ศุระศรางค์ ประมุขแห่งสังฆมณฑลเชียงใหม่ สำหรับทำงานแพร่ธรรมในเขตอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

วันที่ 5 มกราคม 2541

          2541 คุณพ่อบรรจง ไชยรา เจ้าคณะแขวงคณะพระมหาไถ่ , คุณพ่อชูชาติ

ศรีวิชัยรัตน์ อธิการบ้านกรุงเทพฯ , คุณพ่อประสิทธิ์ กุ๊นุ๊ , คุณพ่อภัทรพงศ์ ศรีวรกุล , บราเดอร์วิทยา รุ่งโรจน์เกษตร เดินทางสู่เชียงใหม่ เพื่อรับมอบงานจากพระสังฆราชอย่างเป็นทางการ ที่ศูนย์สังฆ-มณฑลเชียงใหม่

วันที่ 7 มกราคม 2541

          2541 พระคุณเจ้าสังวาลย์ ศุระศรางค์ , คุณพ่อบรรจง ไชยรา , คุณพ่อ

ประสิทธิ กุ๊นุ๊ , คุณพ่อภัทรพงศ์ ศรีวรกุล , บราเดอร์วิทยา รุ่งโรจน์เกษตร และเพื่อนพระสงฆ์จากเชียงใหม่ ร่วมถวายบูชามิสซา ที่วัดนักบุญปาตริก บ้านป่าตึง พร้อมกับบรรดาสัตบุรุษ หลังมิสซา พระสังฆราชแนะนำทีมงานคณะพระมหาไถ่ที่จะทำงานในเขตแม่แจ่ม ซึ่งประกอบด้วยคุณพ่อภัทร-พงศ์ ศรีวรกุล , คุณพ่อประสิทธิ์ กุ๊นุ๊ , บราเดอร์วิทยา รุ่งโรจน์เกษตร พร้อมมอบหมายวัดอย่างเป็นทางการ

           อำเภอแม่แจ่มเป็นอำเภอเล็กๆ แต่มากด้วยชนเผ่าพื้นเมืองต่างๆ สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาน้อยใหญ่สลับกันไป ซึ่งในอดีตอุดมไปด้วยสัตว์ป่า พืชพันธุ์ และทรัพยากรธรรมชาติต่างๆมากมาย แต่ปัจจุบันสิ่งต่างๆเปลี่ยนไป แต่ถนนหนทางยังคงลำบากในการติดต่อกันระหว่างหมู่บ้าน คริสตชนเขตแม่แจ่ม ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าปะกาเกอะญอ ซึ่งได้รับการปลูกฝังความเชื่อโดยบรรดาพระสงฆ์มิสชั่นนารีคณะเบธาราม ประมาณ 40 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน มีหมู่บ้านคาทอลิกในเขตรับผิดชอบของคณะพระมหาไถ่ทั้งหมด 63 หมู่บ้าน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดนักบุญปาตริก บ้านป่าตึง อันเป็นกลุ่มคริสตชนกลุ่มใหญ่ที่สุดของเขตแม่แจ่ม คริสต-ชนในเขตแม่แจ่มมีทั้งหมดประมาณ 2,500 คน นอกจากนี้ยังมีศูนย์เด็กนักเรียนประจำระดับประถมศึกษาที่บ้านป่าตึง ปัจจุบันมีจำนวน 55 คน และศูนย์เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาที่หมู่บ้านป่าฝาง (ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 3 กิโลเมตร) มีเด็ก 45 คน ซึ่งเด็กๆเหล่านี้มาจากหมู่บ้านที่อยู่บนดอยสูง

           พวกเราทำงานร่วมกับ ซิสเตอร์คณะแพร่ธรรมแห่งพระนางมารีนิรมล จำนวน 3 ท่าน และบรรดาครูคำสอนอีกจำนวน 11 ท่าน ครูคำสอนเหล่านี้ทำงานอย่างแข็งขัน บางท่านเป็นครูคำสอนนานกว่า 25 ปี